การขับร้องเพลงไทยเดิม เป็นศาสตร์และศิลป์ที่มีเสน่ห์อย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงแค่การเปล่งเสียงออกมาให้ตรงตามตัวโน้ต แต่คือการถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และเรื่องราวผ่านท่วงทำนองที่อ่อนช้อยงดงาม ซึ่งหากฝึกฝนด้วย “ใจที่สงบ” แล้ว ย่อมจะทำให้การพัฒนาเสียงร้องเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดความสุขในทุกขณะของการฝึก
รากฐานสำคัญ: การฝึกใจให้สงบก่อนเริ่ม
ก่อนจะเริ่มต้นฝึกเทคนิคการใช้เสียง สิ่งที่นักร้องเพลงไทยเดิมควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ สภาวะจิตใจ ทำนองไทยเดิมมีลักษณะเนิบช้าและมี “การเอื้อน” ที่ละเอียดอ่อน ซึ่งต้องอาศัยสมาธิสูงและการผ่อนคลายอย่างแท้จริง การฝึกใจให้สงบจึงเป็นเหมือนการเตรียมเวทีให้เสียงได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่
- การทำสมาธิสั้นๆ (Mindful Breathing): ก่อนร้องเพลง ให้ลองนั่งหลับตา หายใจเข้า-ออกช้าๆ ลึกๆ สัก 5-10 นาที เพื่อให้จิตใจอยู่กับปัจจุบัน ลดความกังวลและความเร่งรีบ การหายใจที่สงบนี้จะช่วยปรับระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นรากฐานของการใช้เสียงให้มั่นคง
- การฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง: ก่อนร้อง ควรฟังต้นฉบับด้วยความตั้งใจและเข้าถึงอารมณ์ของเพลง ไม่ใช่แค่การจับทำนอง แต่คือการซึมซับความหมายและวิธีการเอื้อนของครูเพลง เพื่อให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของเพลงนั้นๆ
เทคนิคฝึกเสียงขั้นพื้นฐาน: เชื่อมโยงกับทำนองไทย
การฝึกเสียงเพื่อร้องเพลงไทยเดิมมีความแตกต่างจากการร้องเพลงสากล โดยเน้นที่ความต่อเนื่องของเสียงและเทคนิคการ “เอื้อน”
1. การฝึกหายใจแบบลึก (Diaphragmatic Breathing)
การร้องเพลงไทยเดิมต้องการลมที่ยาวและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในวรรคที่มีการเอื้อนยาวๆ การฝึกหายใจให้ปอดขยายเต็มที่โดยใช้กล้ามเนื้อกระบังลม (ท้องป่องเมื่อหายใจเข้า) เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
- การปฏิบัติ: ยืนตรงหรือนั่งหลังตรง วางมือบนหน้าท้อง หายใจเข้าช้าๆ ให้รู้สึกว่าท้องป่องออก (นับ 1-3) กลั้นไว้เล็กน้อย จากนั้นผ่อนลมออกช้าๆ ให้ท้องแฟบลง (นับ 1-6) ทำซ้ำ 10-15 ครั้ง เพื่อสร้างความแข็งแรงของปอดและควบคุมลมหายใจให้สอดคล้องกับจังหวะเพลงที่ช้า
2. การออกเสียงสระและอักขรวิธีที่ชัดเจน
ในเพลงไทยเดิม ความชัดเจนของภาษา เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเพลงไทยมักมีเนื้อหาที่เล่าเรื่องหรือพรรณนา
- ฝึกเปล่งเสียงสระ: เริ่มจากการไล่เสียงสระ “อา เอ อี โอ อู” ในระดับเสียงต่างๆ โดยเน้นความกลมกล่อมและสม่ำเสมอของน้ำเสียง
- การออกเสียงพยัญชนะ: ฝึกออกเสียงพยัญชนะและคำควบกล้ำให้ชัดเจน ถูกต้องตามอักขรวิธีไทย เพื่อไม่ให้ความหมายของบทเพลงคลาดเคลื่อน
3. การฝึก “เอื้อน” ให้มีน้ำหนักและต่อเนื่อง
“การเอื้อน” เป็นหัวใจสำคัญของการร้องเพลงไทยเดิม คือการเปล่งเสียงยาวๆ ต่อจากเนื้อเพลง โดยไม่มีถ้อยคำ (เช่น เอ้อ เอย เออ ฮึ) การฝึกเอื้อนต้องอาศัยความนิ่งของเสียง และการใช้ลมอย่างประณีต
- ฝึกการลากเสียง: เริ่มจากลากเสียงสระใดสระหนึ่งให้ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ (เช่น “อา…”) โดยพยายามให้ระดับเสียงไม่สั่น ไม่แกว่ง และควบคุมลมให้คงที่
- การใส่ลูกคอ (Vibrato): การเอื้อนที่ดีมักมีลูกคอที่นุ่มนวล ไม่สั่นรุนแรง แต่เป็นคลื่นเสียงที่เบาบางและสม่ำเสมอ ลองฝึกการเอื้อนตามเพลงช้าๆ เช่น เพลงที่มีท่วงทำนองในอัตราจังหวะสองชั้น เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับการควบคุมลูกคอและน้ำหนักเสียง
ผนวกเสียงร้องเข้ากับวงดนตรี (การฝึกร่วมกับทำนอง)
เมื่อฝึกเสียงพื้นฐานจนมั่นคงแล้ว ขั้นต่อไปคือการนำเสียงของเราเข้าไปรวมกับทำนองเพลงไทยเดิม ซึ่งมักบรรเลงด้วยวงดนตรีไทย (เช่น วงปี่พาทย์ หรือวงเครื่องสาย)
- การจับจังหวะและทำนอง: เพลงไทยเดิมมีจังหวะที่ยืดหยุ่นกว่าเพลงสากล ต้องเรียนรู้ที่จะ “ฟัง” เสียงดนตรีให้ขาด โดยเฉพาะเสียงเครื่องหนัง (กลอง) เพื่อจับจังหวะ “ตก” (จังหวะเน้น) และจังหวะ “ฉิ่ง” (จังหวะย่อย) ให้แม่นยำ และร้องให้สอดคล้องกับเสียงดนตรี (ร้องให้มีระดับเสียงสอดคล้องกับเสียงดนตรี)
- การทำซ้ำและท่องจำ: การขับร้องเพลงไทยโบราณเน้นการท่องจำและทำซ้ำไปมาจนขึ้นใจ การฝึกร้องซ้ำๆ จะช่วยให้ร่างกายและสมองจดจำท่วงทำนองและการเอื้อนได้อย่างเป็นธรรมชาติ และทำให้การขับร้องออกมาจากใจที่สงบโดยไม่ต้องพยายามมากเกินไป
สรุป
การ “ฝึกร้องเพลงด้วยใจสงบ” คือการเดินทางที่เน้นกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์ การผสานเทคนิคการหายใจที่ลึก การออกเสียงที่ชัดเจน และการเอื้อนที่ประณีต เข้ากับความนิ่งของจิตใจ จะช่วยให้ผู้ฝึกสามารถเข้าถึงความงามของเพลงไทยเดิมได้อย่างแท้จริง ทำให้การฝึกซ้อมเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนและพัฒนาตนเองอย่างสมบูรณ์ เสียงร้องที่มาจากใจที่สงบ ย่อมเป็นเสียงที่ไพเราะและจับใจผู้ฟังเสมอ
